มัสยิด 300 ปี (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น หรือ มัสยิดตะโละมาเนาะ)
ประวัติมัสยิดวาดี อัล ฮูเซ็นมัสยิดวาดี อัล ฮูเซ็น หรือ มัสยิด ตะโละมาเนาะ หรืออีกชื่อหนึ่งคือมัสยิด ๓๐๐ ปี เป็นมัสยิดที่
เก่าแก่อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอบาเจาะเพียง 4กิโลเมตร ทางเข้ามัสยิดแห่งนี้แยกจากเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒
(สายเอเซีย๑๘ ) เส้นนราธิวาส - ปัตตานี ตรงทางแยก บ้านบือราแงรถยนต์สามารถเข้าถึงมัสยิด มัสยิดแห่งนี้สร้างโดย วันฮูเซ็น
อัส ซานาวีซึ่งเป็นครูสอนศาสนาอพยพมาจากบ้านสะนอ จังหวัดปัตตานี ตามบัญชาของราชาซาลินดงบายู หรือ ราชาตะลูบัน
เมื่อครั้งอพยพหนีการรุกรานของกองทัพสยามแต่ความจริงแล้วกองทัพสยามไม่ได้ยกทัพมาตีเมืองปัตตานี ท่านมุบีน เซฟเพิร์ด
(อ้างโดยอับดุลลอฮฺ ลออแมน, ๒๕๔๗)ได้เขียนในหนังสือของท่านที่ชื่อ "ตามัน อินดรา" (Taman Indera) ตอนอธิบายภาพมัส
ยิดตะโละมาเนาะ ซึ่งลงภาพเต็มหน้าว่า สร้าง ๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ในฟุตโน้ตบอกว่า ๓๐๐ ปี มุบีน เซฟเพิร์ด อดีตผู้สำเร็จ
ราชการหรือข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสหพันธ์รัฐมาลายา(มาเลเซียในอดีต)มีความสนใจในมัสยิด ตะโละมาเนาะเคยมาดู
มัสยิดตะโละมาเนาะหลายครั้ง ท่านได้กล่าวไว้ว่า"หากอาคารมัสยิดหลังนี้พังทลายย่อมจะนำมาซึ่งความสูญสลายของอาคาร
เดิมที่เต็มไปด้วยคุณค่าสูงยิ่งของสถาปัตยกรรมมลายูแท้"
ฮาญะฮฺ บีดะฮฺ ชาวบ้านตะโละมาเนาะที่มีอายุมากคนหนึ่ง (อายุ๑๐๔ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งบัดนี้เสียชีวิตแล้ว)
บอกว่าบิดาของนางซึ่งสิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๑๕๐ ปี ขณะนั้นนางอายุ ๒๐ ปี ได้เล่าให้นางฟังว่า มัสยิดหลังนี้สร้างก่อนสมัยของ
ท่านหลายชั่วอายุคนแล้ว ย่อมแสดงว่า มัสยิด ปีอย่างไรก็ตามปีที่สร้างมัสยิดแห่งนี้ ไม่มีบันทึกที่แน่
ชัด จึงเป็นการสันนิษฐานจากตำราประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของท่าน
วันฮูเซ็น อัส ซานาวี ไปอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะเพื่อหลบภัยสงครามนั้น หากศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามระหว่างสยาม
กับปัตตานีในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่สร้างมัสยิดตะโละมาเนาะ (ฮ.ศ.๑๐๔๔ / พ.ศ. ๒๑๖๗ ค.ศ.๑๖๒๓) มีคลายครั้ง คือ สงคราม
ในปีพ.ศ.๒๑๔๖, ๒๑๗๕, ๒๑๗๖ และ พ.ศ.๒๑๗๙หลังนี้มีอายุมากกว่า ๒๐๐
สงครามที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๔๖ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใน " ตำนานเมืองตานี" (อับรอฮีม ชุกรี, ๒๕๒๕ หน้า
๒๓-๒๔)ระบุว่าค.ศ. ๑๐๖๓ (พ.ศ.๒๑๔๖) กองทัพเรือสยามก็บ่ายหน้าตรงมาที่เมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโชนำทหารเป็นจำนวน
มาก หมายเข้าเมืองปัตตานีนับเป็นพระราชประสงค์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามสมัยนั้น คือสมเด็จ พระนเรศวรซึ่งเป็นที่รู้จัก
พระนามกันอย่างดีจากประวัติเมืองสยามที่พอพระทัยต่อการขยายแสนยานุภาพไปยังหัวเมืองต่าง ๆ กองทัพเรือสยามยกพลขึ้นบกที่
ปากอ่าวเมืองปัตตานี และได้บุกเข้าประชิดเมืองรายาฮีเยาได้นำทหารเมืองปัตตานีออกต่อต้านอย่างเต็มความสามารถ และได้กำลังส
นับสนุนจากพ่อค้าเป็นอย่างมาก เช่น ชาวยุโรปให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับอาวุธและปืนใหญ่ พร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ทหารเมืองปัตตานีใช้ปืนใหญ่ยิงกราดไปยังทหารชาวสยามเป็นผลให้ชาวกรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
และได้เดินทางกลับไปยังดินแดนของตน"
ฮาญะฮฺ บีดะฮฺ ชาวบ้านตะโละมาเนาะที่มีอายุมากคนหนึ่ง (อายุ๑๐๔ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งบัดนี้เสียชีวิตแล้ว)
บอกว่าบิดาของนางซึ่งสิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๑๕๐ ปี ขณะนั้นนางอายุ ๒๐ ปี ได้เล่าให้นางฟังว่า มัสยิดหลังนี้สร้างก่อนสมัยของ
ท่านหลายชั่วอายุคนแล้ว ย่อมแสดงว่า มัสยิด ปีอย่างไรก็ตามปีที่สร้างมัสยิดแห่งนี้ ไม่มีบันทึกที่แน่
ชัด จึงเป็นการสันนิษฐานจากตำราประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของท่าน
วันฮูเซ็น อัส ซานาวี ไปอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะเพื่อหลบภัยสงครามนั้น หากศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามระหว่างสยาม
กับปัตตานีในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่สร้างมัสยิดตะโละมาเนาะ (ฮ.ศ.๑๐๔๔ / พ.ศ. ๒๑๖๗ ค.ศ.๑๖๒๓) มีคลายครั้ง คือ สงคราม
ในปีพ.ศ.๒๑๔๖, ๒๑๗๕, ๒๑๗๖ และ พ.ศ.๒๑๗๙หลังนี้มีอายุมากกว่า ๒๐๐
สงครามที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๔๖ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใน " ตำนานเมืองตานี" (อับรอฮีม ชุกรี, ๒๕๒๕ หน้า
๒๓-๒๔)ระบุว่าค.ศ. ๑๐๖๓ (พ.ศ.๒๑๔๖) กองทัพเรือสยามก็บ่ายหน้าตรงมาที่เมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโชนำทหารเป็นจำนวน
มาก หมายเข้าเมืองปัตตานีนับเป็นพระราชประสงค์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามสมัยนั้น คือสมเด็จ พระนเรศวรซึ่งเป็นที่รู้จัก
พระนามกันอย่างดีจากประวัติเมืองสยามที่พอพระทัยต่อการขยายแสนยานุภาพไปยังหัวเมืองต่าง ๆ กองทัพเรือสยามยกพลขึ้นบกที่
ปากอ่าวเมืองปัตตานี และได้บุกเข้าประชิดเมืองรายาฮีเยาได้นำทหารเมืองปัตตานีออกต่อต้านอย่างเต็มความสามารถ และได้กำลังส
นับสนุนจากพ่อค้าเป็นอย่างมาก เช่น ชาวยุโรปให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับอาวุธและปืนใหญ่ พร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ทหารเมืองปัตตานีใช้ปืนใหญ่ยิงกราดไปยังทหารชาวสยามเป็นผลให้ชาวกรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
และได้เดินทางกลับไปยังดินแดนของตน"

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น