การท่องเที่ยวนราธิวาส
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
วันจันทร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563
อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
อุทยานฯ น้ำตกซีโป นั้นนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามของจังหวัดนราธิวาส มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมายทั้ง น้ำตกซีโป อยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯ เป็นนํ้าตกขนาดใหญ่ มีทั้งหมด 7 ชั้น ชั้นที่ 7 เป็นชั้นที่สวยงามที่สุด น้ำตกไอร์ซือดอ เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก น้ำตกทั้ง 7 ชั้นมีความสูงรวมกันประมาณ 200-300 เมตร และยังอุดมสมบรณไปด้วยพรรณไม้นานาชนิดด้วย และน้ำตกยากาบองอ น้ำตกขนาดกลาง ที่เกิดจากลำธาร 2 สายไหลมาบรรจบกันแล้ว ตกลงมาจากหน้าผาสูงประมาณ 60 เมตร ในฤดูฝนจะสวยงามที่สุด
อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
มีเนื้อที่ประมาณ 180,518 ไร่ หรือ 288.83 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในท้องที่ตำบลดุซงญอ ตำบลกาลิซา ตำบลเฉลิม ตำบลมะรือโบตก ตำบลตะมะยูง ตำบลซากอ ตำบลศรีบรรพต ตำบลเชิงคีรี อำเภอจะนะ อำเภอระแงะ อำเภอรือเสาะ อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อนเรียงตัวจากทิศเหนือถึงทิศใต้ มียอดเขาแมะแต เป็นยอดเขาสูงสุดของอุทยานฯ สภาพป่าไม้ในพื้นที่ยังอุดมสมภูรณ์อยู่มากส่วนใหญ่เป็นป่าดงดิบชื้น
ความสมบูรณ์ของผืนป่าแดนใต้ คือ มีป่าดงดิบที่หนาแน่น ทำให้พื้นที่อุทยานฯ ภาคใต้หลายแห่งอุดมด้วยน้ำตก เช่นเดียวกับน้ำตกซีโป น้ำตกขนาดใหญ่ที่สวยงามทั้งเจ็ด นอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว สายน้ำจากน้ำตกนี้ยังเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญต่อชาวบ้านที่ปลูกลองกองด้วย หลังจากเดินเที่ยวน้ำตกซีโปแล้ว ช่วงที่ลองกองออกผลสามารถไปแวะสวนชาวบ้านซื้อกลับได้อีกด้วย
ที่ตั้ง : ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
การเดินทาง : จากอำเภอระแงะ ผ่านตลาดตันหยงมัสไปตามถนนโยธาธิการสายอำเภอระแงะ-ซากอ ประมาณ 2 กิโลเมตร แล้วเดินทางต่อตามถนน รพช.สายทาเนาะบาลูกา ผ่านหมู่บ้านบละแต บ้านบาตุบือซา บ้านปาเซ เข้าสู่หมู่บ้านซีโป รวมระยะทาง 6 กิโลเมตร จากหมู่บ้านซีโปเดินทางตามเส้นทางภายในหมู่บ้าน ประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป
มัสยิด 300 ปี
มัสยิด 300 ปี (มัสยิดวาดีอัลฮูเซ็น หรือ มัสยิดตะโละมาเนาะ)
ประวัติมัสยิดวาดี อัล ฮูเซ็นมัสยิดวาดี อัล ฮูเซ็น หรือ มัสยิด ตะโละมาเนาะ หรืออีกชื่อหนึ่งคือมัสยิด ๓๐๐ ปี เป็นมัสยิดที่
เก่าแก่อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอบาเจาะเพียง 4กิโลเมตร ทางเข้ามัสยิดแห่งนี้แยกจากเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๔๒
(สายเอเซีย๑๘ ) เส้นนราธิวาส - ปัตตานี ตรงทางแยก บ้านบือราแงรถยนต์สามารถเข้าถึงมัสยิด มัสยิดแห่งนี้สร้างโดย วันฮูเซ็น
อัส ซานาวีซึ่งเป็นครูสอนศาสนาอพยพมาจากบ้านสะนอ จังหวัดปัตตานี ตามบัญชาของราชาซาลินดงบายู หรือ ราชาตะลูบัน
เมื่อครั้งอพยพหนีการรุกรานของกองทัพสยามแต่ความจริงแล้วกองทัพสยามไม่ได้ยกทัพมาตีเมืองปัตตานี ท่านมุบีน เซฟเพิร์ด
(อ้างโดยอับดุลลอฮฺ ลออแมน, ๒๕๔๗)ได้เขียนในหนังสือของท่านที่ชื่อ "ตามัน อินดรา" (Taman Indera) ตอนอธิบายภาพมัส
ยิดตะโละมาเนาะ ซึ่งลงภาพเต็มหน้าว่า สร้าง ๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว แต่ในฟุตโน้ตบอกว่า ๓๐๐ ปี มุบีน เซฟเพิร์ด อดีตผู้สำเร็จ
ราชการหรือข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำสหพันธ์รัฐมาลายา(มาเลเซียในอดีต)มีความสนใจในมัสยิด ตะโละมาเนาะเคยมาดู
มัสยิดตะโละมาเนาะหลายครั้ง ท่านได้กล่าวไว้ว่า"หากอาคารมัสยิดหลังนี้พังทลายย่อมจะนำมาซึ่งความสูญสลายของอาคาร
เดิมที่เต็มไปด้วยคุณค่าสูงยิ่งของสถาปัตยกรรมมลายูแท้"
ฮาญะฮฺ บีดะฮฺ ชาวบ้านตะโละมาเนาะที่มีอายุมากคนหนึ่ง (อายุ๑๐๔ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งบัดนี้เสียชีวิตแล้ว)
บอกว่าบิดาของนางซึ่งสิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๑๕๐ ปี ขณะนั้นนางอายุ ๒๐ ปี ได้เล่าให้นางฟังว่า มัสยิดหลังนี้สร้างก่อนสมัยของ
ท่านหลายชั่วอายุคนแล้ว ย่อมแสดงว่า มัสยิด ปีอย่างไรก็ตามปีที่สร้างมัสยิดแห่งนี้ ไม่มีบันทึกที่แน่
ชัด จึงเป็นการสันนิษฐานจากตำราประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของท่าน
วันฮูเซ็น อัส ซานาวี ไปอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะเพื่อหลบภัยสงครามนั้น หากศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามระหว่างสยาม
กับปัตตานีในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่สร้างมัสยิดตะโละมาเนาะ (ฮ.ศ.๑๐๔๔ / พ.ศ. ๒๑๖๗ ค.ศ.๑๖๒๓) มีคลายครั้ง คือ สงคราม
ในปีพ.ศ.๒๑๔๖, ๒๑๗๕, ๒๑๗๖ และ พ.ศ.๒๑๗๙หลังนี้มีอายุมากกว่า ๒๐๐
สงครามที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๔๖ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใน " ตำนานเมืองตานี" (อับรอฮีม ชุกรี, ๒๕๒๕ หน้า
๒๓-๒๔)ระบุว่าค.ศ. ๑๐๖๓ (พ.ศ.๒๑๔๖) กองทัพเรือสยามก็บ่ายหน้าตรงมาที่เมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโชนำทหารเป็นจำนวน
มาก หมายเข้าเมืองปัตตานีนับเป็นพระราชประสงค์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามสมัยนั้น คือสมเด็จ พระนเรศวรซึ่งเป็นที่รู้จัก
พระนามกันอย่างดีจากประวัติเมืองสยามที่พอพระทัยต่อการขยายแสนยานุภาพไปยังหัวเมืองต่าง ๆ กองทัพเรือสยามยกพลขึ้นบกที่
ปากอ่าวเมืองปัตตานี และได้บุกเข้าประชิดเมืองรายาฮีเยาได้นำทหารเมืองปัตตานีออกต่อต้านอย่างเต็มความสามารถ และได้กำลังส
นับสนุนจากพ่อค้าเป็นอย่างมาก เช่น ชาวยุโรปให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับอาวุธและปืนใหญ่ พร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ทหารเมืองปัตตานีใช้ปืนใหญ่ยิงกราดไปยังทหารชาวสยามเป็นผลให้ชาวกรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
และได้เดินทางกลับไปยังดินแดนของตน"
ฮาญะฮฺ บีดะฮฺ ชาวบ้านตะโละมาเนาะที่มีอายุมากคนหนึ่ง (อายุ๑๐๔ ปี ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ ซึ่งบัดนี้เสียชีวิตแล้ว)
บอกว่าบิดาของนางซึ่งสิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๑๕๐ ปี ขณะนั้นนางอายุ ๒๐ ปี ได้เล่าให้นางฟังว่า มัสยิดหลังนี้สร้างก่อนสมัยของ
ท่านหลายชั่วอายุคนแล้ว ย่อมแสดงว่า มัสยิด ปีอย่างไรก็ตามปีที่สร้างมัสยิดแห่งนี้ ไม่มีบันทึกที่แน่
ชัด จึงเป็นการสันนิษฐานจากตำราประวัติศาสตร์และคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ และการอพยพย้ายถิ่นฐานของท่าน
วันฮูเซ็น อัส ซานาวี ไปอยู่ที่บ้านตะโละมาเนาะเพื่อหลบภัยสงครามนั้น หากศึกษาจากประวัติศาสตร์สงครามระหว่างสยาม
กับปัตตานีในเวลาไล่เลี่ยกับปีที่สร้างมัสยิดตะโละมาเนาะ (ฮ.ศ.๑๐๔๔ / พ.ศ. ๒๑๖๗ ค.ศ.๑๖๒๓) มีคลายครั้ง คือ สงคราม
ในปีพ.ศ.๒๑๔๖, ๒๑๗๕, ๒๑๗๖ และ พ.ศ.๒๑๗๙หลังนี้มีอายุมากกว่า ๒๐๐
สงครามที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. ๒๑๔๖ สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชใน " ตำนานเมืองตานี" (อับรอฮีม ชุกรี, ๒๕๒๕ หน้า
๒๓-๒๔)ระบุว่าค.ศ. ๑๐๖๓ (พ.ศ.๒๑๔๖) กองทัพเรือสยามก็บ่ายหน้าตรงมาที่เมืองปัตตานี โดยมีออกญาเดโชนำทหารเป็นจำนวน
มาก หมายเข้าเมืองปัตตานีนับเป็นพระราชประสงค์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงสยามสมัยนั้น คือสมเด็จ พระนเรศวรซึ่งเป็นที่รู้จัก
พระนามกันอย่างดีจากประวัติเมืองสยามที่พอพระทัยต่อการขยายแสนยานุภาพไปยังหัวเมืองต่าง ๆ กองทัพเรือสยามยกพลขึ้นบกที่
ปากอ่าวเมืองปัตตานี และได้บุกเข้าประชิดเมืองรายาฮีเยาได้นำทหารเมืองปัตตานีออกต่อต้านอย่างเต็มความสามารถ และได้กำลังส
นับสนุนจากพ่อค้าเป็นอย่างมาก เช่น ชาวยุโรปให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับอาวุธและปืนใหญ่ พร้อมด้วยทรัพย์สินเงินทอง โดยเฉพาะ
อย่างยิ่ง ทหารเมืองปัตตานีใช้ปืนใหญ่ยิงกราดไปยังทหารชาวสยามเป็นผลให้ชาวกรุงศรีอยุธยาได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก
และได้เดินทางกลับไปยังดินแดนของตน"

อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี
อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี
ข้อมูลทั่วไป
อาณาจักรใบไม้สีทอง
อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่อำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ อำเภอยี่งอ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอระแงะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี มีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีพันธุ์ไม้ที่มีค่านานาชนิด โดยเฉพาะปาล์มบังสูรย์และใบไม้สีทอง มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกต่าง ๆ ตลอดจนมีประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายในนามขบวนการบูโดและขบวนการพูโล มีเนื้อที่ประมาณ 213,125 ไร่ หรือ 341 ตารางกิโลเมตร
ข้อมูลทั่วไป
อาณาจักรใบไม้สีทอง
อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในพื้นที่อำเภอบาเจาะ อำเภอรือเสาะ อำเภอยี่งอ อำเภอเจาะไอร้อง อำเภอระแงะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และอำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี มีสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีพันธุ์ไม้ที่มีค่านานาชนิด โดยเฉพาะปาล์มบังสูรย์และใบไม้สีทอง มีจุดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง เช่น น้ำตกต่าง ๆ ตลอดจนมีประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายในนามขบวนการบูโดและขบวนการพูโล มีเนื้อที่ประมาณ 213,125 ไร่ หรือ 341 ตารางกิโลเมตร
ในอดีตพื้นที่ของป่าเทือกเขาบูโดและเทือกเขาสุไหงปาดี เป็นพื้นที่ที่มีโจรผู้ร้าย ชุกชุม มีการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ มากมายในนาม “ขบวนการพูโล” และ “ขบวนการโจรบูโด” จนในปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้มีความสงบเรียบร้อยและปลอดภัยมากขึ้นแล้ว ประกอบกับสภาพป่าทั้งสองมีความอุดมสมบูรณ์ และสวยงามตามธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2517 กรมป่าไม้ได้ดำเนินการจัดตั้งวนอุทยานน้ำตกปาโจ ซึ่งอยู่บริเวณป่าเทือกเขาบูโด และในปี พ.ศ. 2519 ได้จัดตั้งวนอุทยานน้ำตกฉัตรวาริน ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าเทือกเขาสุไหงปาดีให้อยู่ในความควบคุมดูแลของสำนักงานป่าไม้เขตปัตตานี
เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปเยี่ยมเยือนประชาชน ในเขตพื้นที่อำเภอสุไหงปาดี และอำเภอระแงะ ทรงพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2524 ว่า “เทือกเขาสุไหงปาดีมีความสูง 1,800 ฟุต เป็นเทือกเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดนราธิวาส มีไอน้ำเกาะทำให้เกิดความชุ่มชื้นและเป็นแหล่งน้ำมีลำธารไหล 3 สาย ควรมีการรักษาแหล่งน้ำอย่างจริงจัง” ซึ่งกองอนุรักษ์ต้นน้ำได้ตรวจสอบแล้วรายงานว่า พื้นที่ป่าบริเวณเทือกเขาสุไหงปาดีมีสภาพดีมาก และมีธรรมชาติที่สวยงาม เห็นควรจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ได้มีคำสั่งที่ 740/2525 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2525 ให้ นายสัมพันธ์ มิเดหวัน ไปสำรวจเบื้องต้น ซึ่งได้รับรายงานตามหนังสือ ที่ กษ 0713 (ขป) /พิเศษ ลงวันที่ 11 กันยายน 2526 ว่า บริเวณเทือกเขาสุไหงปาดี อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส มีสภาพภูมิประเทศเหมาะสมที่จะจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติได้ 
ต่อมากองอุทยานแห่งชาติ ได้รับหนังสือของศูนย์อำนวยการบริหารชายแดนจังหวัดภาคใต้ ที่ มท 1501/1955 ลงวันที่ 2 กันยายน 2526 และหนังสือสำนักงานป่าไม้เขตปัตตานี ที่ กษ 0714 (ปน)/1689 ลงวันที่ 8 กันยายน 2526 เสนอความเห็นว่า บริเวณเทือกเขาบูโด จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าชุกชุม มีธรรมชาติสวยงามหลายแห่ง ซึ่งป่าไม้เขตได้มีคำสั่งที่ 222/2526 ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2526 ให้นายอภัย หยงสตาร์ นักวิชาการป่าไม้ 4 และนายสุธน จันทร์สว่าง เจ้าพนักงานป่าไม้ 2 ไปสำรวจเบื้องต้นแล้ว เห็นสมควรจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติ
กองอุทยานแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ กษ 0706/1073 ลงวันที่ 22 เมษายน 2527 เสนอนายจำนงค์ โพธิสาโร อธิบดีกรมป่าไม้ ซึ่งได้มีบันทึกลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2527 ให้ดำเนินการกำหนดเป็นอุทยานแห่งชาติ กองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไม้ จึงได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ไปดำเนินการจัดตั้งพื้นที่ป่าทั้งสองเป็นอุทยานแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 และได้นำเสนอคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติซึ่งมีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2531 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2531 เห็นชอบให้กำหนดพื้นที่ป่าเทือกเขาบูโด ป่าเทือกเขาสุไหงปาดี เป็นอุทยานแห่งชาติ
ปัจจุบันอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ได้รับการประกาศให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 แล้ว โดยได้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินป่าเทือกเขารือเสาะ ป่ายี่งอ และป่าบาเจาะ ในท้องที่ตำบลปะลุกาสาเมาะ ตำบลบาเระเหนือ ตำบลกาเยาะมาตี ตำบลลุโบะสาวอ อำเภอบาเจาะ ตำบลสุวารี ตำบลสามัคคี ตำบลรือเสาะออก ตำบลลาโละ อำเภอรือเสาะ ตำบลตะปอเยาะ ตำบลลุโบะบายะ ตำบลจอเบาะ อำเภอยี่งอ และตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ป่ากะรุบี ในท้องที่ตำบลตะโละดือรามัน และตำบลกะรุบี อำเภอกะพ้อ จังหวัดปัตตานี ป่าจะกว๊ะ ในท้องที่ตำบลเกะรอ และตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา และป่าบูเก๊ะตาเว แปลงที่ 2 ป่าบองอ และป่าบูเก๊ะตาเว แปลงที่ 1 ในท้องที่ตำบลจวบ ตำบลบูกิต อำเภอเจาะไอร้อง ตำบลบองอ อำเภอระแงะ ตำบลโต๊ะเด็ง ตำบลริโก๋ ตำบลสากอ อำเภอสุไหงปาดี และตำบลเกียร์ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เป็นอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 116 ตอนที่ 48 ก วันที่ 17 มิถุนายน 2542 เป็นลำดับที่ 95 ของประเทศ
ลักษณะภูมิประเทศ
เป็นภูเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาน้ำค้าง เขาบูโละ เขาบือซา เขาบูเก๊ะตอแลจอง เขาบือเกะบือซา เขาบูเก๊ะซามาเลีย มียอดเขาตาเว เป็นยอดเขาสูงที่สุดประมาณ 548 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวปนทราย หินเป็นหินอัคนี บางส่วนเป็นหินปูน และหินกรวดขนาดใหญ่ สภาพป่าจะทอดแนวทางทิศเหนือไปสู่ทิศใต้ เป็นแหล่งต้นกำเนิดแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำสายบุรี และคลองบาเจาะ เป็นต้น
เป็นภูเขาสลับซับซ้อนประกอบด้วยเขาน้ำค้าง เขาบูโละ เขาบือซา เขาบูเก๊ะตอแลจอง เขาบือเกะบือซา เขาบูเก๊ะซามาเลีย มียอดเขาตาเว เป็นยอดเขาสูงที่สุดประมาณ 548 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวปนทราย หินเป็นหินอัคนี บางส่วนเป็นหินปูน และหินกรวดขนาดใหญ่ สภาพป่าจะทอดแนวทางทิศเหนือไปสู่ทิศใต้ เป็นแหล่งต้นกำเนิดแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำสายบุรี และคลองบาเจาะ เป็นต้น
ลักษณะภูมิอากาศ
มีสภาพภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 2 ฤดูกาล คือ ฤดูฝน ซึ่งฝนจะตกชุกระหว่างเดือนพฤษภาคม- ธันวาคม และฤดูร้อน ระหว่างเดือน มกราคม-เมษายน
มีสภาพภูมิอากาศแบ่งออกเป็น 2 ฤดูกาล คือ ฤดูฝน ซึ่งฝนจะตกชุกระหว่างเดือนพฤษภาคม- ธันวาคม และฤดูร้อน ระหว่างเดือน มกราคม-เมษายน
พืชพรรณและสัตว์ป่า
สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบขึ้นปกคลุมเทือกเขาทั้งหมด มีไม้ขนาดใหญ่ เช่น ตะเคียน กาลอ ไข่เขียว สยา หลุมพอ นากบุด ตีนเป็ดแดง ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ หวาย ปาล์ม ใบไม้สีทอง และมีพรรณไม้ที่หายากมีราคาแพงและกำลังจะสูญพันธุ์ คือ “หวายตะค้าทอง” และ “ปาล์มบังสูรย์ หรือลีแป” พบตามบริเวณป่าลึกบนภูเขาสูงและสันนิษฐานว่ามีอยู่แห่งเดียวในป่าบริเวณนี้
สภาพป่าโดยทั่วไปเป็นป่าดงดิบขึ้นปกคลุมเทือกเขาทั้งหมด มีไม้ขนาดใหญ่ เช่น ตะเคียน กาลอ ไข่เขียว สยา หลุมพอ นากบุด ตีนเป็ดแดง ฯลฯ พืชพื้นล่างได้แก่ หวาย ปาล์ม ใบไม้สีทอง และมีพรรณไม้ที่หายากมีราคาแพงและกำลังจะสูญพันธุ์ คือ “หวายตะค้าทอง” และ “ปาล์มบังสูรย์ หรือลีแป” พบตามบริเวณป่าลึกบนภูเขาสูงและสันนิษฐานว่ามีอยู่แห่งเดียวในป่าบริเวณนี้
ใบไม้สีทอง หรือ ย่านดาโอ๊ะ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhnia aureifolia เป็นไม้เถาเลื้อยขนาดใหญ่ มีลักษณะเด่นตรงที่มีใบสีทองและผิวใบนุ่มเนียราวกับกำมะหยี่ รูปร่างคล้ายกับใบกาหลงหรือชงโค แต่ขนาดใหญ่กว่า มีขอบหยักเข้าทั้งโคนใบและปลายใบ คล้ายใบรูปไข่สองใบเชื่อมติดกัน พบเห็นได้ทั่วไปในผืนป่าบูโด และบริเวณที่ทำการอุทยานแห่งชาติ
สัตว์ป่า ประกอบด้วย เก้ง กระจง เลียงผา บ่าง ลิง ค่างแว่นถิ่นใต้ นกอินทรี นกยางเขียว นกกระทา นกเปล้า นกหัวขวานแดง นกกางเขนดงหางแดง นกกางเขนดง นกเงือกปากดำ นกกาฝาก ไก่ป่า เป็นต้น
ชายหาดบ้านทอน
ชายหาดบ้านทอน
หากพูดถึงนราธิวาส ต้องนึกถึง เรือกอและ สัญลักษณ์อันมีชื่อเสียงของจังหวัด หากใครมาเที่ยวนราธิวาส อยากเห็นเรือกอและสวยๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมหาด ต้องไปชมที่ หาดบ้านทอน ซึ่ง ตั้งอยู่ตำบลโคกเตียน ห่างจากตัวเมืองตามเส้นทางนราธิวาส ประมาณ 16 กิโลเมตร หาดบ้านทอนเป็นหมู่บ้านชาวประมงไทยมุสลิม ประกอบอาชีพการทำประมงพื้นบ้าน และเป็นแหล่งผลิตเรือกอและ ที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงแห่เดียวในนราธิวาส
เรือกอและ มีลวดลาย สวยงาม ประณีตละเอียดละอ่อน เป็นสิ่งที่สะท้อนความภาคภูมิใจ ที่จะบอกให้แก่ผู้มาเยือนรู้ว่า ที่นี่คือดินแดนของชาวไทยมุสลิมผู้มีพื้นฐาน ในการเขียนลวดลายบนลำเรืออันเป็นเอกลักษณ์มาช้านาน ลวดลายบนลำเรือกอและ เป็นการผสมผสานระหว่างลายมาลายู ลายชวาและลายไทย โดยมีสัดส่วนของลายไทยอยู่มากที่สุด เช่น ลายกนก ลายบัวคว่ำ บัวหงาย ลายหัวพญานาค หนุมานเหิรเวหา รวม ทั้งลายหัวนกในวรรณคดี เช่น “บุหรงซีงอ” สิงหปักษี (ตัวเป็นสิงห์หรือราชสีห์ หัวเป็นนกคาบปลาไว้ ที่หัวเรือ) เชื่อกันว่ามีเขี้ยวเล็บและมีฤทธิ์เดชมากดำน้ำเก่งจึงเป็นที่นิยมของชาวเรือกอและมาแต่โบราณ
หากพูดถึงนราธิวาส ต้องนึกถึง เรือกอและ สัญลักษณ์อันมีชื่อเสียงของจังหวัด หากใครมาเที่ยวนราธิวาส อยากเห็นเรือกอและสวยๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมหาด ต้องไปชมที่ หาดบ้านทอน ซึ่ง ตั้งอยู่ตำบลโคกเตียน ห่างจากตัวเมืองตามเส้นทางนราธิวาส ประมาณ 16 กิโลเมตร หาดบ้านทอนเป็นหมู่บ้านชาวประมงไทยมุสลิม ประกอบอาชีพการทำประมงพื้นบ้าน และเป็นแหล่งผลิตเรือกอและ ที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงแห่เดียวในนราธิวาส
หาดบ้านทอน ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสนามบินนราธิวาส ห่างกันแค่เพียง 3 กิโลเมตร มีชายหาดทอดยาว ทรายขาวสะอาดสวยสะดุดตา บรรยากาศเงียบสงบ น้ำทะเลสีฟ้ามีความใสในระดับหนึ่ง มีความร่มรื่นของต้นมะพร้าวสูงขนาดใหญ่ปลูกเรียงรายกลายเป็นร่มเงาที่สร้างความสวยงามให้แก่ชายหาด ความโดดเด่นของชายหาด คือ เรือกอและที่จอดเรียงรายริมหาดหลายลำ มีลวดลายสวยงามสะดุดตา นอกจากนี้จะได้สัมผัสกับวิถีประมงที่เรียบง่าย เห็นชาวบ้านนั่งซ่อมเรือ เก็บแหและอุปกรณ์ทำประมงต่าง ๆ เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ชายหาดแห่งนี้ที่ยังมีวิถีชาวเลแบบดั้งเดิมให้ได้เห็น

เรือกอและ มีลวดลาย สวยงาม ประณีตละเอียดละอ่อน เป็นสิ่งที่สะท้อนความภาคภูมิใจ ที่จะบอกให้แก่ผู้มาเยือนรู้ว่า ที่นี่คือดินแดนของชาวไทยมุสลิมผู้มีพื้นฐาน ในการเขียนลวดลายบนลำเรืออันเป็นเอกลักษณ์มาช้านาน ลวดลายบนลำเรือกอและ เป็นการผสมผสานระหว่างลายมาลายู ลายชวาและลายไทย โดยมีสัดส่วนของลายไทยอยู่มากที่สุด เช่น ลายกนก ลายบัวคว่ำ บัวหงาย ลายหัวพญานาค หนุมานเหิรเวหา รวม ทั้งลายหัวนกในวรรณคดี เช่น “บุหรงซีงอ” สิงหปักษี (ตัวเป็นสิงห์หรือราชสีห์ หัวเป็นนกคาบปลาไว้ ที่หัวเรือ) เชื่อกันว่ามีเขี้ยวเล็บและมีฤทธิ์เดชมากดำน้ำเก่งจึงเป็นที่นิยมของชาวเรือกอและมาแต่โบราณ
งานศิลปะบนลำเรือเปรียบเสมือนวิจิตรศิลป์บนพลิ้วคลื่น และเป็นศิลปะเพื่อชีวิต เพราะเรือกอและมิได้อวดโชว์ความอลังการของลวดลายเพียงอย่างเดียว ทว่ายังเป็นเครื่องมือในการจับปลา เลี้ยงชีพของชาวประมงด้วย กล่าวกันว่าลูกแม่น้ำบางนราไม่มีเรือกอและหาปลา ก็เหมือนไม่ใส่เสื้อผ้า ความนิยมในการวาดลวดลายข้างลำเรือให้วิจิตรตา นับวันจะยิ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน ปัจจุบันเรือกอและจำลอง เป็นสินค้าของที่ระลึกที่มีคุณค่าสำหรับผู้มาเยือนบ้านทอน และกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศ พื้นบ้านมาเลเซีย ซึ่งได้สั่งซื้อเรือกอและจำลองเข้ามามากจนชาวบ้านผลิตไม่ทัน จนต้องมีการสั่งจองล่วงหน้า

นอกจากเรือกอและจำลอง และเสื่อกระจูดแล้ว บ้านทอนยังมีการผลิตหัตถกรรมพื้นบ้านอื่นๆอีก อาทิ การทำกรงนกเขา และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งอาหารพื้นบ้าน ที่มีชื่อเสียงของบ้านทอน เช่นน้ำบูดู ซึ่งเป็นการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากปลา มีรสชาติอร่อยถูกปาก ผ่าน กรรมวิธีในการผลิตที่สะอาด ถูกหลักอนามัย ปราศจากวัตถุกันเสีย ข้าวเกรียบปลา ทำจากปลาหลาย ชนิดตามแต่ต้องการแล้วนำไปบดรวม หั่นเป็นแผ่นบางๆตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปทอดกับน้ำมัน รับประทานได้หลายโอกาส เหมาะที่จะซื้อหาเป็นของฝาก ของที่ระลึก
บริเวณหาดบ้านทอนมีที่พักแบบรีสอร์ทติดริมทะเล 1 แห่ง ที่ทำให้สามารสัมผัสบรรยากาศอันเงียบสงบ และชายหาดที่สวยงามได้ ชื่อว่า บ้านทอน บีช รีอสร์ท จองที่พักได้ คลิ๊ก จองที่พักบ้านทอนบีช รีสอร์ท

สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



